Saturday, 3 December 2022 - 3 : 48 am
kanda_002
OIC_001
data-no-lazy="1"
kanda_002
OIC_001

ธอส.ตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ถึงสิ้นปี สานฝันประชาชนฐานรากผู้มีรายได้น้อยมีบ้านเป็นของตัวเอง

ธอส.เดินหน้าเอาใจประชาชน สานฝันคนมีรายได้น้อย มีบ้านเป็นของตัวเอง ตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ให้นานที่สุด เบื้องต้นถึงสิ้นปี 65 เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระลูกค้า พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกลูกค้า ปรึกษาเรื่องกู้บ้านผ่านแอปพลิเคชัน ส่วนปี 2566 ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยแข่งดุเดือดแน่ เหตุธนาคารพาณิชย์ เริ่มทยอยปล่อยสินเชื่อแล้ว หลังมีความชัดเจนทั้งการปรับขึ้นดอกเบี้ย และต้นทุนราคาบ้าน

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมของการแยกตัวจากครอบครัวใหญ่ เพื่อไปมีครอบครัวของตัวเอง และต้องการมีที่อยู่อาศัยของตัวเอง ทั้งอยู่อาศัยและการลงทุน โดยปี 2565 คาด ธอส.ปล่อยสินเชื่อได้สูงถึง 300,000 ล้านบาท เนื่องจากลูกค้าเร่งยื่นสินเชื่อก่อนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และต้นทุนราคาค่าก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถือว่าเกินเป้าหมายไปมาก ที่กำหนดไว้เพียง 226,000 ล้านบาท ส่วนปี 2566 คาดว่าจะปล่อยสินเชื่อไว้ที่ 240,000 ล้านบาท

นายฉัตรชัย กล่าวอีกว่า สำหรับกลุ่มลูกค้าของ ธอส.ส่วนใหญ่จะซื้อบ้านในราคาเฉลี่ย 1-3 ล้านบาท ขณะที่การปล่อยสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยจะอยู่ที่ปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยเน้นที่กลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นนักพัฒนาที่ดินในแต่ละท้องถิ่น (Local Developer) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก วงเงินกู้ 200-300 ล้านบาท เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ราคาขายที่อยู่อาศัยไม่เกิน 3 ล้านบาท

ปีหน้าธุรกิจสินเชื่อแข่งเดือด

กรรมการผู้จัดการธอส.กล่าวอีกว่า ทิศทางของการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย เชื่อว่าจะมีการแข่งขันรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยธนาคารพาณิชย์จะเริ่มกลับเข้ามาแข่งขันในตลาดปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากขึ้น ขณะเดียวกันที่อยู่อาศัย ก็มีราคาสูงขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการลงทุนก่อสร้าง ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น และกำลังซื้อของประชาชนที่แม้จะเริ่มฟื้นตัว แต่ยังไม่เท่ากับการปรับขึ้นของราคาที่อยู่อาศัยและอัตราดอกเบี้ย ทำให้ ธอส.ต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้ธนาคารสามารถลดความเหลื่อมล้ำด้านที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อยมีบ้านเป็นของตัวเอง ตามพันธกิจของ ธอส. ด้วยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ

นายฉัตรชัยกล่าวต่อว่า จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และพฤติกรรมของลูกค้านั้น ทำให้ ธอส.นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ล่าสุดคณะกรรมการ (บอร์ด) ธอส.ได้เห็นชอบให้ ธอส.ลงทุนพัฒนาทางด้านระบบเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลใหม่ๆ ด้วยงบประมาณลงทุนรวมไม่เกิน 400 ล้านบาท เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการของธนาคารได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายผ่านบริการด้านดิจิทัลทั้งหมด ด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชัน ธอส.ใหม่ เป็น GHB ALL GEN ซึ่งจะเริ่มทดลองการให้บริการตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.นี้เป็นต้นไป และระบบจะสมบูรณ์และให้บริการเต็มรูปแบบภายในเดือน มี.ค.2566 โดยลูกค้าจะเข้าถึงบริการ ธอส.ได้สะดวกยิ่งขึ้น สามารถปรึกษากับพนักงานสินเชื่อผ่านแอปฯได้เสมือนเดินทางไปที่สาขา และมาสาขาเพียงครั้งเดียววันลงนามในสัญญา

นำเทคโนโลยีมาบริการลูกค้า

นอกจากนี้ จะนำระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytic) ด้านการประเมินราคาที่อยู่อาศัยมาพัฒนาระบบ ผ่านระบบดิจิทัลด้วย เพื่อทำให้ลูกค้าทราบราคาประเมินบ้านเบื้องต้นได้ทันทีในขณะยื่นกู้กับเจ้าหน้าที่ โดยราคาจะเบี่ยงเบนจากราคาหลังเจ้าหน้าที่เข้าประเมินจริงไม่เกิน 8% จากเดิมต้องรอให้เจ้าหน้าที่ลงสำรวจที่อยู่อาศัยจริงซึ่งจะทำให้ผู้กู้ทราบราคาประเมินอย่างเป็นทางการได้ในระยะเวลา 3-7 วันหลังยื่นเอกสารคำขอกู้ แต่หากใช้ระบบดิจิทัลมาช่วยประเมินอาจใช้เวลา 1-3 วันทำการเท่านั้น

“แม้ ธอส.จะนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการบริการ มาให้คำปรึกษาต่างๆ เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อ อำนวยความสะดวกทุกอย่าง เพื่อลดต้นทุน ประหยัดเวลาการเดินทางมายังสาขาธนาคาร ไม่ต้องมาหลายครั้ง มาเพียงครั้งเดียวตอนเซ็นสัญญา ซึ่งการเซ็นสัญญาก็จะไม่เซ็นในกระดาษ จะเปลี่ยนเป็นเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดการใช้กระดาษ เมื่อเซ็นสัญญาเสร็จ ธนาคารจะโอนเงินกู้ค่าซื้อที่อยู่อาศัยเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แทนการจัดทำแคชเชียร์เช็ค ทำให้ผู้ขายไม่ต้องเสียเวลาและลดขั้นตอนนำแคชเชียร์เช็คที่ได้รับจากผู้ซื้อไปขึ้นเงินเหมือนที่ผ่านมา”

ช่วยลูกค้าได้รับผลกระทบโควิด-19

นายฉัตรชัย กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 นั้น ขณะนี้ยังมีลูกค้าอยู่ระหว่างการรับความช่วยเหลือตามมาตรการของธนาคารวงเงินกู้รวม 70,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้มี 20,000 ล้านบาท ที่อาจเริ่มผ่อนชำระไม่ปกติ ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการกำหนดเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ ถือเป็นกลุ่มที่ยังมีความตั้งใจผ่อนชำระแม้จะได้รับผลกระทบ และ ธอส.จะยังคงมีมาตรการปรับโครงสร้างหนี้มารองรับโดยสามารถเลือกผ่อนชำระ 25%, 50% หรือ 75% ของเงินงวดผ่อนชำระปกติ

“ปัจจุบัน ธอส.ยังคงมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง คาดว่าจะปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 2565 ได้ถึง 300,000 ล้านบาท ขณะนี้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ถึง ณ วันที่ 31 ส.ค.2565 เพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นปี 2564 ประมาณ 10,000 ล้านบาท อยู่ที่ 68,000 ล้านบาท คิดเป็น 4.41% ของสินเชื่อรวม 1.6 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันยังต้องบริหารจัดการให้ ธอส.มีกำไรตามเป้าหมายตัวชี้วัด 13,400 ล้านบาท เพื่อนำ 45% ของกำไรส่งเป็นรายได้ให้กับกระทรวงการคลังนำไปใช้จ่ายเป็นงบประมาณแผ่นดินต่อไป”

นายฉัตรชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ธอส.ยังได้เริ่มจัดทำโครงการ Renovate บ้านมือสองของ ธอส. ก่อนนำออกจำหน่าย ซึ่งถือเป็นธุรกิจใหม่ของธนาคาร เนื่องจากการนำบ้านเก่ามารีโนเวทกำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน เพราะบ้านมือสองมีราคาที่ถูกกว่าบ้านใหม่ และอยู่ในทำเลที่ตั้งเหมาะสม ธอส.จึงคัดเลือกทรัพย์ทำเลดี ที่ตั้งเหมาะสมนำไปรีโนเวททรัพย์ใหม่ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น ซึ่งการขายบ้านมือสองของธนาคารไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรจากการขายเป็นหลัก แต่ต้องการลดจำนวนการถือครองบ้านมือสองของธนาคาร เพื่อลดการกันสำรองของธนาคารให้ลดลง.

© 2021 thairemark.com