Thursday, 8 December 2022 - 12 : 36 pm
kanda_002
OIC_001
data-no-lazy="1"
kanda_002
OIC_001

หอการค้าหนุนกู้เพิ่ม 5 แสนล้านไม่พอกระตุ้นศก.-รัฐเยียวยาทุกกลุ่ม

หอการค้าไทยระดม “40 ซีอีโอ พลัส” หนุนรัฐล็อกดาวน์เฉพาะพื้นที่เสี่ยง 14 วัน ย้ำต้องตรวจหาเชื้อแบบ Rapid Test และเร่งฉีดวัคซีนให้ทั่วถึง ไม่เช่นนั้นไม่ได้ผล ให้อัดเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม ถ้า 5 แสนล้านบาทไม่พอต้องกู้เพิ่ม หวังระบบสาธารณสุขไม่ล้มเหลว ไม่เช่นนั้น ความเชื่อมั่นหาย ต่างชาติหนี เศรษฐกิจเจ๊ง ไทยอาจกลายเป็น “รัฐล้มเหลว” ด้าน ส.อ.ท.ขอให้รัฐบาลใช้ช่วงล็อกดาวน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สนั่น อังอุบลกุล

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การประกาศล็อกดาวน์เฉพาะกรุงเทพฯและปริมณฑล 6 จังหวัดซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงที่มีการระบาดมาก ของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบค.) ตรงกับข้อเสนอของที่ประชุมหอการค้าไทยร่วมกับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ธุรกิจรายใหญ่ของไทย 40 ราย (ซีอีโอ พลัส) ไม่ควรล็อกดาวน์ทั้งประเทศ ในพื้นที่ที่ไม่มีความเสี่ยง หรือระบาดน้อย ก็ควรให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินไปอย่างปกติ เพราะการล็อกดาวน์ทั้งประเทศทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล จากการล็อกดาวน์ทั้งประเทศครั้งแรกในปี 63 นาน 3 เดือน ทำให้เศรษฐกิจเสียหายเดือนละ 200,000,-300,000 ล้านบาท รวม 3 เดือน 900,000 ล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปี 63 ติดลบ 6.1%
“แต่เมื่อล็อกดาวน์แล้ว รัฐบาลต้องเร่งกระจายการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ล็อกดาวน์ให้ได้อย่างทั่วถึง ไม่เช่นนั้น การล็อกดาวน์ 14 วัน อาจไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะอาจรับเชื้อ และกลับมาระบาดได้อีก”

อย่างไรก็ตาม การล็อกดาวน์เพียง 14 วัน ไม่น่าจะเพียงพอกับการแก้ปัญหาการระบาดได้ เพราะขณะนี้ ในพื้นที่เสี่ยงสูงทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล มีการระบาดอย่างหนัก มีสายพันธุ์กลายพันธุ์เดลตามาเป็นสายพันธุ์หลัก ดังนั้น ต้องจำกัดการเคลื่อนย้ายของประชาชน ให้ตรวจหาเชื้อแบบ Rapid Test เพื่อแยกคนติดเชื้อออกมา และฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึงอย่างรวดเร็ว ไม่เช่นนั้น จะควบคุมการระบาดไม่ได้แน่นอน

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องมีมาตรการเยียวยาครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม เพื่อไม่ให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา และนำเชื้อไปแพร่กระจายทั่วประเทศ โดยรัฐบาลต้องอัดฉีดเงินเยียวยาเข้าระบบภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ ไม่ต้องรอถึงไตรมาส 4 และหากเงินกู้ที่เตรียมไว้ 500,000 ล้านบาทไม่เพียงพอ รัฐบาลยังมีช่องว่างที่จะกู้เพิ่มได้อีก เพราะหนี้สาธารณะยังไม่ชนเพดาน ไม่เช่นนั้น ประชาชนตายแน่พร้อมกันนั้น รัฐต้องจัดหาและจัดสรรวัคซีนให้เร็วเพียงพอทั่วทั้งประเทศ เพราะขณะนี้การฉีดวัคซีนในประเทศไทยไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ล่าสุด มีประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนโดสแรกเพียง 13% และครบ 2 โดสเพียง 4% ของประชากรเท่านั้น สาเหตุมาจากจัดหาวัคซีนได้น้อยกว่าที่ได้วางแผนไว้ เช่น ศูนย์ฉีดวัคซีนของเอกชน 25 ศูนย์ ได้รับการจัดสรรวัคซีนมาน้อยมากในแต่ละวัน

บางวันมีคนมาฉีดเพียง 100-200 คน จากก่อนหน้านี้วันละ 2,000-3,000 คน โดยสามารถฉีดวัคซีนได้ 80,000 โดสต่อวัน แต่ตอนนี้วัคซีนไม่พอ ถ้าไม่ได้รับการจัดสรรมาอีก ก็อาจต้องปิด เพราะถ้าเปิดไว้ก็สูญเสียทรัพยากร บุคลากรทางการแพทย์เปล่าๆ

“ภาคเอกชนอยากให้จบเร็วที่สุด วันนี้ พรุ่งนี้ได้ยิ่งดีมาก แต่ในความเป็นจริงอีก 2 เดือนจะจบหรือไม่ น่าเป็นห่วงมาก หวังว่า ระบบสาธารณสุขของประเทศจะล้มเหลวไม่ได้ ไม่เช่นนั้น ไทยจะกลายเป็นรัฐล้มเหลว ความเชื่อมั่นจะไม่มี คนต่างชาติหนีกลับประเทศ ทั้งนักการทูต นักธุรกิจ นักลงทุน และจะทำให้เศรษฐกิจล้มเหลว ซึ่งต้องช่วยกันไม่ให้ถึงขั้นนั้น”

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การประกาศล็อกดาวน์ว่ารัฐบาลควรที่จะใช้ช่วงจังหวะนี้ ในการเร่งตรวจเชิงรุกเพื่อตรวจหาคนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ล็อกดาวน์อย่างเร่งด่วนและรวดเร็ว ต้องเร่งคัดกรอง คัดแยกกลุ่มเสี่ยงออกมาจากกลุ่มคนที่ยังไม่ติดเชื้อ เพราะถ้าปล่อยไว้นานจำนวนผู้ติดเชื้อก็จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจให้รุนแรงมากขึ้น อีกทั้งการแพร่ระบาดระลอก 3 นี้ผลกระทบรุนแรงมากกว่ารอบที่ผ่านๆ มา และภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลจัดการควบคุมการแพร่ระบาดให้จบเร็วที่สุด และรัฐบาลต้องเพิ่มเวลาและมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบมากขึ้น เพื่อให้นายจ้างรักษาอัตราการจ้างงานไว้ได้ รวมทั้งช่วยกลุ่มลูกจ้าง ซึ่งจะทำให้ผลกระทบจากมาตรการรอบนี้ไม่รุนแรงมาก

นอกจากนี้ ส.อ.ท.ไม่สบายใจภาพข่าวที่มีกลุ่มคนที่ไปรอรับและนอนรอข้ามคืนเพื่อการตรวจหาเชื้อตามจุดต่างๆ อาจเป็นการเพิ่มการแพร่เชื้อโควิด-19 ได้ง่ายขึ้น จึงต้องการให้รัฐบาลอนุญาตให้มีการนำชุดตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบเร่งด่วน หรือ Rapid Antigen Test เข้ามาใช้ เพื่อลดความแออัดและทำให้การตรวจเข้าถึง ทั่วถึงทุกกลุ่มมากขึ้น เพราะรัฐบาลฉีดวัคซีนเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันหมู่ไปไม่ถึงครึ่งทาง

© 2021 thairemark.com