[date_time]
69.01.26-Thairemark02_CRE
OIC_001
data-no-lazy="1"
69.01.26-Thairemark02_CRE
OIC_001

สหรัฐฯ ใช้ข้อกล่าวหาเรื่อง “แรงงานบังคับ”เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าและแทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่น

บทความวิเคราะห์ของ People’s Daily Online ระบุว่า สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 10-12.5% จากสินค้าของหลายประเทศและภูมิภาค โดยอ้างเหตุผลด้าน “แรงงานบังคับ” ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ปี 1974 ซึ่งสร้างข้อถกเถียงเกี่ยวกับความชอบธรรมของมาตรการดังกล่าว

บทความชี้ว่า การตัดสินว่ามีการใช้แรงงานบังคับหรือไม่นั้น ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่การตัดสินทางการเมืองหรือการกำหนดมาตรฐานฝ่ายเดียวเพื่อรองรับผลประโยชน์ของประเทศใดประเทศหนึ่ง
เนื้อหาระบุว่า สหรัฐฯ มักกำหนดให้บางภูมิภาค อุตสาหกรรม หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการละเมิดกฎหมาย พร้อมทั้งกำหนดให้บริษัทต่าง ๆ ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง ผ่านการจัดเตรียมเอกสารจำนวนมาก ตั้งแต่สัญญาจ้างงาน บันทึกค่าจ้าง ไปจนถึงข้อมูลของซัพพลายเออร์ในหลายระดับ

บทความยังวิจารณ์ว่า กระบวนการตรวจสอบดังกล่าวใช้มาตรฐานสองชั้น โดยข้อมูลที่สนับสนุนข้อกล่าวหามักได้รับการยอมรับ แม้แหล่งที่มาจะไม่ชัดเจน ขณะที่ข้อมูลที่สะท้อนว่าลูกจ้างทำงานโดยสมัครใจ มีรายได้มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กลับถูกมองข้าม

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังเห็นว่า การใช้ข้ออ้างด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อกำหนดมาตรการทางการค้า ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อบริษัทและอุตสาหกรรมของประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบต่อโอกาสในการจ้างงานและสิทธิในการพัฒนาของประชาชนในหลายประเทศอีกด้วย

บทความระบุว่า ทุกประเทศมีสิทธิเลือกแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง รวมถึงมีสิทธิเข้าร่วมระบบการค้าโลกอย่างเท่าเทียม พร้อมย้ำว่า ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือเป็นข้ออ้างในการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น

หมายเหตุ: บทความดังกล่าวเป็นบทความแสดงความคิดเห็น ที่เผยแพร่โดย Wang Xigen, Peng Yixuan (People’s Daily Online) และสะท้อนมุมมองของผู้เขียน

ที่มา People’s Daily

© 2021 thairemark.com