
รัฐบาลเผยความสำเร็จของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” หลังดำเนินการครบ 2 เดือนเต็ม สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากแล้วกว่า 86,442.6 ล้านบาท มีประชาชนเข้าร่วมโครงการมากกว่า 26 ล้านคน และร้านค้ากว่า 1.19 ล้านแห่ง รับอานิสงส์จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รัฐบาลเร่งเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิให้ครบก่อนสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 กันยายน 2569

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ติดตามผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคับประคองกำลังซื้อของประเทศ

ล่าสุด ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 23.00 น. ซึ่งถือเป็นการดำเนินโครงการครบ 2 เดือน พบว่า โครงการได้รับการตอบรับอย่างดีจากทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ ส่งผลให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากแล้ว 86,442.6 ล้านบาท

ปัจจุบันมีประชาชนเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,040,623 ราย ขณะที่ร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบและเข้าร่วมโครงการมีจำนวน 1,192,636 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” จำนวน 977,059 ร้าน และร้านค้าใหม่ที่ลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทยอีก 215,577 ร้าน หรือคิดเป็นประมาณ 18.1% ของร้านค้าทั้งหมด สะท้อนว่ามาตรการดังกล่าวช่วยดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบการค้าและการชำระเงินแบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับยอดใช้จ่ายรวมกว่า 86,442.6 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ภาครัฐร่วมสนับสนุน 49,601.6 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมจ่าย 36,841 ล้านบาท โดยการใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังเกิดขึ้นผ่านร้านค้าทั่วไป คิดเป็นประมาณ 96.6% ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มส่งอาหาร (Food Delivery Platform) มีสัดส่วนประมาณ 3.4%

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลการดำเนินงานตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการสามารถกระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะร้านอาหาร ร้านค้าปลีกรายย่อย หาบเร่ แผงลอย และผู้ประกอบการรายเล็ก ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากกำลังซื้อของประชาชนที่เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน รูปแบบการร่วมจ่ายในสัดส่วน รัฐ 60% ประชาชน 40% ยังช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากกว่างบประมาณที่ภาครัฐสนับสนุน และมีส่วนช่วยรักษาระดับการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่กำลังซื้อยังชะลอตัว

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาว โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถใช้แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ซึ่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ ทั้งด้านต้นทุน สินค้าคงคลัง สภาพคล่อง และยอดขาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกิจการ รวมถึงสร้างข้อมูลทางการเงินที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นในอนาคต

นางสาวลลิดา ย้ำว่า ประชาชนยังสามารถใช้สิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยภาครัฐร่วมจ่าย 60% ของค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่ร่วมรายการ ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้ วงเงินคงเหลือของแต่ละเดือนจะไม่สามารถนำไปใช้ในเดือนถัดไปได้ จึงขอเชิญชวนประชาชนวางแผนใช้สิทธิให้ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด เพื่อลดภาระค่าครองชีพของครัวเรือน พร้อมร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง







