
การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (กมธ.งบฯ 70) กลายเป็นเวทีที่สะท้อนถึงการทำงานเชิงรุกอันโดดเด่นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 2 ส.ส. จากพรรคร่วมรัฐบาลที่เกาะติดและคลุกคลีกับปัญหาในพื้นที่ยาสูบมาอย่างยาวนาน ได้ประสานเสียงยิงคำถามตรงเป้าไปยังกรมสรรพสามิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถกปมปัญหาโครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตราที่ค้างคาจนกลายเป็นเนื้อร้ายกัดเซาะอุตสาหกรรมยาสูบไทย โดยได้แสดงความกังวัลถึงวิกฤตการณ์เป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ตัวเลขรายได้รัฐที่ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย การแพร่ระบาดของบุหรี่เถื่อน ไปจนถึงความเดือดร้อนขั้นสุดของเกษตรกรต้นน้ำ ถือเป็นการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะได้อย่างเฉียบคมและทรงพลัง

นางสาวณัฐธิดา เทพสุทิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการงบฯ 70 ได้สอบถามที่ประชุมด้วยการชี้ให้เห็นถึงจุดบอดเชิงโครงสร้างของระบบภาษียาสูบแบบ 2 อัตราในปัจจุบันที่นอกจากจะไม่บรรลุเป้าหมายด้านการจัดเก็บรายได้รัฐแล้ว ยังสร้างช่องโหว่ในการจัดเก็บรายได้ให้กับบุหรี่ผิดกฎหมายทั้งบุหรี่เถื่อน และบุหรี่ไฟฟ้า ว่า “จากข้อมูลเรื่องของการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ พบว่าภายหลังจากการปรับโครงสร้างภาษีเป็นแบบ 2 อัตรา รายได้จากภาษีสรรพสามิตบุหรี่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าสูญเสียรายได้ปีละเกือบถึง 2 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าระบบภาษีอาจจะยังมีช่องโหว่ยังไม่ได้บรรลุเป้าหมายด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันปัญหาเรื่องการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้ายังมีการขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเพิ่มเติมจากสินค้าเหล่านี้ที่ไม่ได้เข้าระบบภาษีอย่างถูกต้อง พร้อมกันนี้ นางสาวณัฐธิดาได้ขอทราบแผนการทบทวนและปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ที่ชัดเจน รวมถึงผลการประเมินผลกระทบของการใช้โครงสร้างแบบ 2 อัตราอย่างเป็นระบบด้วย”

ทางด้าน นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคภูมิใจไทย ได้มีข้อสังเกตว่า “ในปี 2560 ชาวไร่ยาสูบถูกตัดโควตาการปลูก และปัญหาของราคาบุหรี่ที่ปัจจุบันราคาจะมากระจุกตัวกันอยู่ที่ประมาณ 70 บาท ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น รายได้ภาษีสรรพสามิตบุหรี่ลดลงถึง 31% จาก 68,603 ล้านบาทในปี 2560 เหลือเพียง 47,489 ล้านบาท ยอดขายยาสูบลดลง ชาวไร่ยาสูบเองก็ถูกตัดโควตาไปเกือบ 50% จาก 29 ล้านเหลือ 14 ล้าน บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นจาก 3% ไป 25% ตั้งแต่ปี 2560 มาจนถึงปัจจุบัน”

นายบุญชัยยังได้สอบคำถามสำคัญถึงเหตุผลที่กรมสรรพสามิตยังไม่ยอมปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีให้เป็นอัตราเดียวตามมาตรฐานสากล ทั้งที่ประเทศไทยกำลังเร่งกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ให้เร็วขึ้นจาก 5 ปีมาเป็นภายใน 3 ปี แต่ประเทศไทยยังคงติดเป็นประเทศ 1 จาก 7 ประเทศทั่วโลกที่ยังคงใช้ระบบภาษียาสูบหลายอัตราอยู่ จึงต้องการสอบถามจากกรมสรรพสามิตว่า จะมีการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ให้เป็นระบบสากลอัตราเดียวได้เมื่อใด







