
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 8 พ.ค.69 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมด้วย นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง จังหวัดปทุมธานี โดยมี นายศุภชัย นพขำ สส. ปทุมธานี เขต 2 นายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นางสาวบุษราภรณ์ ปานคง นายอำเภอสามโคก หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าร่วมให้ข้อมูลในพื้นที่

โดยลงพื้นที่ วัดชัยสิทธาราม ต.กระแชง อ.สามโคก และ วัดมะขาม ต.บ้านกลาง อ.เมืองปทุมธานี โดยมี นายปัญญา นพขำ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกลาง นายไวพจน์ เอี่ยมสอาด นายกองค์การบริหารส่วนตำบล กระแชง ให้การต้อนรับ และได้พบปะ รับฟังปัญหาจากกลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นคลองบ้านพร้าว กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นผู้ทำการประมงในแหล่งน้ำจืด กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นเฝ้าระวังการทำประมงวัดโบสถ์ กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นกลุ่มผู้ทำการประมงคลองวัดแจ้ง กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นกลุ่มเกษตรกรรวมใจพัฒนา กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นเครือข่ายเฝ้าระวังการประมงชุมชนวัดหงษ์ปทุมมาวาส

กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น กลุ่มผู้ทำการประมงชุมชนร่วมจิตต์มุสลิม และยังมีกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากัด กลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาดุก นอกจากนี้ ยังได้ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และมอบพันธ์สัตว์น้ำให้แก่ผู้นำชุมชนและผู้แทนองค์กรชุมชน ประกอบด้วยปลาตะเพียนขาว 200,000 ตัว ปลาอีกง 20,000 ตัว ปลาตะเพียนทอง 5,000 ตัว ณ ท่าน้ำวัดชัยสิทธาวาส ต.กระแชง อ.สามโคก และวัดมะขาม ต.บ้านกลาง อ.เมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เพื่อฟื้นฟูและเพิ่มปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำ ในแหล่งน้ำธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดค่าครองชีพและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนประมงท้องถิ่น

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ที่ลงพื้นที่นำคณะมาในวันนี้ ต้องการให้เกษตรกรชาวประมงได้มาพบปะบอกปัญหากับหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯโดยตรงและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับฟังปัญหาจากเกษตรกร เพื่อนำปัญหาไปแก้ไข ให้ตรงจุดและเร็วที่สุด “ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติในแหล่งน้ำลดลงอย่างน่าตกใจ การมาในวันนี้มีการปล่อยปลา ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อเติมทรัพยากรธรรมชาติเข้าไปในแหล่งน้ำให้พี่น้องประชาชน ประชาชนได้ประโยชน์ สามารถจับกินได้ เหลือเอาไปขาย ถ้ายังเหลืออีก กรมประมงมีการอบรมให้ความรู้ในการแปรรูป เก็บไว้กินหรือขายต่อได้อีก เป็นการส่งเสริมอาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประชาชนได้โดยตรง และยังได้รับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน จากปัญหาน้ำมันแพง มีผลต่อราคาอาหารปลา และอื่น ๆ ก็จะได้นำข้อมูลไปหาแนวทางในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนต่อไป”

ด้านนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากข้อสั่งการของนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ประมงพื้นบ้าน เพื่อให้สินค้าจากชุมชนเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงและสร้างเงินหมุนเวียนในพื้นที่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากกระจายสู่ครัวเรือนอย่างทั่วถึง กรมประมงจึงเดินหน้าสนับสนุนและส่งเสริมความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง ภายใต้โครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง ด้วยงบประมาณ 20.1 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2569 เพื่อพัฒนาอาชีพประมงและบริหารจัดการทรัพยากรประมงท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายให้องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นจำนวน 201 องค์กรใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรและพัฒนาอาชีพ พร้อมเพิ่มรายได้ให้ชุมชน

สำหรับจังหวัดปทุมธานี มีองค์กรชุมชนประมงน้ำจืดเข้าร่วมโครงการฯ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566-2569 จำนวน 4 องค์กร ได้แก่ เครือข่ายเฝ้าระวังการประมงชุมชนวัดหงษ์ปทุมาวาส จัดทำกิจกรรมด้านเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ โดยจัดทำเขตอนุรักษ์สัตว์น้ำ สร้างแหล่งอาศัยสัตว์น้ำ และสร้างแหล่งอาหาร ผู้ประกอบอาชีพทำการประมงในเขตน้ำจืดอำเภอสามโคก จัดทำกิจกรรมเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำและพัฒนาอาชีพ โดยจัดทำเขตอนุรักษ์สัตว์น้ำ สร้างแหล่งอาศัยสัตว์น้ำ และสร้างแหล่งอาหาร และจัดทำกองทุนหมุนเวียนเครื่องมือประมง ผู้ทำการประมงคลองบ้านพร้าว จัดทำกิจกรรมเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำและพัฒนาอาชีพ โดยจัดทำเขตอนุรักษ์สัตว์น้ำ สร้างแหล่งอาศัยสัตว์น้ำ และสร้างแหล่งอาหาร และปรับเปลี่ยนเครื่องมือประมง และกลุ่มผู้ทำการประมงชุมชนร่วมจิตต์มุสลิม จัดทำกิจกรรมพัฒนาอาชีพ โดยปรับเปลี่ยนเครื่องมือประมง และสนับสนุนอุปกรณ์ซ่อมแซมเรือประมง

นอกจากนี้ กรมประมงยังเน้นกิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและเพิ่มทักษะการทำการประมงอย่างถูกกฎหมายและยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสัตว์น้ำผ่านการแปรรูปและการตลาด เพื่อสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนและส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างครบวงจร ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนประมงท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรและพัฒนาอาชีพได้อย่างยั่งยืน มีผลต่อการเพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตของสมาชิกในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม




.







