
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก.,พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. นำโดย พ.ต.อ.ณัฐวุฒิ รุ่งเรือง ผกก.3 บก.ปปป ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ภายใต้การอำนวยการของของ นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มอบหมายให้ นายไพโรจน์ นิยมเดชา ผู้อำนวยการกลุ่มสืบสวนและปฏิบัติการข่าว 2 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.

ร่วมกันสืบสวนจับกุม นายประวิทย์ฯ อายุ 54 ปี “นายกเฮง” อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3 ที่ 56/2569 ลง 25 ส.ค.69
กระทำความผิดฐาน “เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงบใจเจ้าพนักงาน โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตน ให้กระทำการหรือไม่
กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือโทษแก่บุคคลใด” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 175
สถานที่จับกุม บริเวณคอนโดแห่งหนึ่ง ย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร 10800 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 11.30 น.

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากผู้กล่าวหา ซึ่งทำงานเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับนางนวพรฯ ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ที่องค์การบริหารส่วนตำบลตองปิด ต่อมาในปี 2566 นางนวพรฯ ได้ชักชวนผู้กล่าวหาให้สมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยกล่าวอ้างว่านายประวิทย์ฯ หรือ “นายกเฮง” ผู้ต้องหาที่ 1 อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้รับโควตาและสามารถช่วยเหลือบุคคลให้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้หลายตำแหน่ง
ต่อมาประมาณกลางปี 2566 ผู้กล่าวหาและนางนวพรฯ ได้เดินทางไปยังบ้านของนายประวิทย์ฯ เมื่อไปถึงพบนายประวิทย์ฯ พร้อมบุคคลอื่นอีกหลายราย โดยผู้กล่าวหาได้แจ้งความประสงค์จองตำแหน่งนักวิชาการศึกษา กลุ่มภาคกลาง เขต 2 โดยนายประวิทย์ฯ และนางนวพรฯ กล่าวรับรองว่าจะนำเงินไปมอบให้แก่คณะกรรมการจัดสอบ ผู้กล่าวหาหลงเชื่อจึงส่งมอบเงินสดจำนวน 100,000 บาท เพื่อจองตำแหน่ง และได้รับแจ้งว่าหากมีรายชื่อเป็นผู้สอบผ่านจะต้องชำระเงินส่วนที่เหลือให้ครบจำนวน 650,000 บาท

ต่อมา นางนวพรฯ ได้เดินทางไปพบบิดาและมารดาของผู้กล่าวหาที่บ้าน และชักชวนให้ผู้กล่าวหาสมัครสอบบรรจุครู สพฐ. โดยกล่าวอ้างว่าจะนำเงินไปมอบให้แก่คณะกรรมการจัดสอบ บิดาของผู้กล่าวหาจึงนำที่ดินไปเป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อจำนวน 270,000 บาท และเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ผู้กล่าวหาได้ฝากเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีธนาคารของนางนวพรฯ อย่างไรก็ตาม ภายหลังการสอบปรากฏว่าผู้กล่าวหาไม่ผ่านการคัดเลือก จึงได้ติดตามทวงถามเงินคืนเป็นระยะ
ต่อมา เมื่อกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเปิดรับสมัครสอบ นางนวพรฯ ได้ให้ผู้กล่าวหาสมัครสอบอีกครั้งในตำแหน่งนักวิชาการศึกษา กลุ่มภาคกลาง เขต 2 และให้ชำระเงินแก่นายประวิทย์ฯ เพิ่มอีกจำนวน
280,000 บาท โดยเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ผู้กล่าวหาพร้อมสามีได้เดินทางไปส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวที่บ้านของนายประวิทย์ฯ โดยนายประวิทย์ฯ และนางนวพรฯ กล่าวอ้างว่าเงินจะถูกนำไปมอบให้แก่คณะกรรมการจัดสอบ และหากชำระเงินครบถ้วนก่อน ผู้กล่าวหาจะมีรายชื่ออยู่ในลำดับต้น รวมผู้กล่าวหาส่งมอบเงินจำนวน 3 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 650,000 บาท ต่อมาเมื่อประกาศผลสอบปรากฏว่า ผู้กล่าวหาไม่ผ่านการคัดเลือก และเมื่อติดตามทวงถามเงินคืนก็ถูกบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ผู้กล่าวหาจึงเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายประวิทย์ฯ

และนางนวพรฯ ตามกฎหมายพนักงานสอบสวน บก.ปปป. จึงรวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ออกหมายจับผู้ต้องหา จนกระทั่งวันนี้ (27 ส.ค.69) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย บก.ปปป. ได้วางแผนเข้าจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยในส่วนของผู้ร่วมขบวนการที่ยังไม่ถูกจับกุม ทางเจ้าหน้าที่จะได้มีการติดตามจับกุมดำเนินคดีต่อไป
ทั้งนี้ หากประชาชนหรือผู้ประกอบการรายใดเคยได้รับความเสียหายจากการถูกเรียกรับเงินค่าส่วย การเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือการทุจริตเกี่ยวกับการสอบ ขออย่าเกรงกลัวต่ออิทธิพลของผู้กระทำผิด สามารถเข้าพบและให้ข้อมูลต่อ บก.ปปป. หรือหน่วยงานที่ร่วมดำเนินคดีได้ เจ้าหน้าที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ คุ้มครองผู้เสียหาย และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดตามกฎหมายต่อไป







