
ทะเลทรายคู่ปู้ฉี ในเมืองเอ้อเอ่อร์ตัวซือ เขตปกครองตนเองมองโกเลียในทางตอนเหนือของจีน กำลังเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่แห้งแล้งที่เต็มไปด้วยผืนทรายสีเหลือง สู่พื้นที่พัฒนาพลังงานสะอาดควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างรายได้ให้ประชาชนในท้องถิ่น ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม
ที่อำเภอต๋าลาเท่อ เมืองเอ้อเอ่อร์ตัวซือ แผงโซลาร์เซลล์สีน้ำเงินเรียงรายสุดสายตาและปรับทิศทางตามดวงอาทิตย์ ขณะที่พืชพรรณที่เติบโตใต้แผงโซลาร์เซลล์ช่วยยึดหน้าดินและลดการพัดพาของทราย
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลจากการผสานนโยบายภาครัฐ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และการลงมือปฏิบัติในพื้นที่ โดยในระยะแรก โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นหลัก แต่เมื่อดำเนินโครงการไปอย่างต่อเนื่อง กลับพบว่าแผงโซลาร์เซลล์ยังช่วยปรับสภาพภูมิอากาศเฉพาะพื้นที่ในทะเลทราย และส่งเสริมการฟื้นตัวของพืชพรรณอีกด้วย
https://video.people.cn/upload/vod/user1739759454736028/1792111242198160/34/1792111332671161video.mp4

สุย ลี่หมิน ผู้ดูแลโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในอำเภอต๋าลาเท่อ เป็นหนึ่งในผู้ที่เห็นพัฒนาการดังกล่าวผ่านการตรวจสอบพื้นที่เป็นประจำ ตั้งแต่การแก้ปัญหาการติดตั้งเสาในพื้นที่ทรายเคลื่อนตัว การควบคุมการกัดเซาะจากลม ไปจนถึงการพัฒนาระบบปฏิบัติการและบำรุงรักษาอัจฉริยะ
ขณะเดียวกัน เกษตรกรและผู้เลี้ยงสัตว์ในท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมในการเพาะปลูกใต้แผงโซลาร์เซลล์ ก็เริ่มมีแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนจากการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม แทนการดำรงชีวิตท่ามกลางปัญหาลมและทรายเช่นในอดีต
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน เน้นย้ำถึงแนวทางการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลผลิต ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และรักษาระบบนิเวศให้สมบูรณ์

ประสบการณ์ของคู่ปู้ฉีสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว สู่รูปแบบการพัฒนาที่ผสานพลังงานแสงอาทิตย์ การควบคุมการแปรสภาพเป็นทะเลทราย และการพัฒนาอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน โดยชี้ให้เห็นว่าการลดความยากจนไม่จำเป็นต้องเป็นการเอาชนะธรรมชาติ แต่สามารถอาศัยเทคโนโลยีสร้างความสมดุลระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และการพัฒนาเศรษฐกิจได้
ในอนาคต จีนมีแผนเผยแพร่ประสบการณ์ด้านการควบคุมการแปรสภาพเป็นทะเลทรายสู่ประชาคมโลกมากขึ้น พร้อมร่วมมือกับนานาประเทศเพื่อสร้างโอกาสในการเปลี่ยนพื้นที่ทะเลทรายให้กลายเป็นโอเอซิสสีเขียว และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลก
ที่มา People’s Daily Online







