
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมพระครูวินัยคุณากร ชั้น 2 อาคารศูนย์เรียนรู้และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สำนักงานชลประทานที่ 12 ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท นายภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท เป็นประธานเปิดการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท
มีผู้แทนกรมชลประทาน ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาเกษตรกร สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน กลุ่มผู้ใช้น้ำ และประชาชนผู้ได้รับประโยชน์จากเขื่อนเจ้าพระยาทั้งด้านเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น

นายภูมิวัชร์ กล่าวว่า จังหวัดชัยนาทส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ เหมาะแก่การเกษตร เขื่อนเจ้าพระยาจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งด้านการเกษตร อุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม รักษาระบบนิเวศ และบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง แต่ปัจจุบันมีอายุการใช้งานมากกว่า 69 ปี การศึกษาความเหมาะสมครั้งนี้ จึงมีความสำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ บรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำในอนาคต และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
“ฝากถึงเกษตรกรด้วยว่ามีพื้นที่บางส่วนแห้งแล้ง ไม่มีน้ำต้นทุน การบริหารจัดการน้ำต้องกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด เพื่อไว้ใช้ในฤดูแล้ง เพราะชัยนาทเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ การประชุมวันนี้เพื่อรับฟังความเห็นและให้ทุกฝ่ายทำงานภายใต้แผนเดียวกัน” ผู้ว่าฯ ชัยนาท กล่าว

ด้านนายเถลิงกิตต์ สุวรรณชาติ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าพระยา กล่าวว่า เขื่อนเจ้าพระยาเป็นเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่แห่งแรกของไทย ตั้งอยู่ที่บ้านคุ้งบางกระเบียน หมู่ 4 ต.บางหลวง อ.สรรพยา เริ่มก่อสร้างปี 2495 แล้วเสร็จปี 2500 มีพื้นที่บริหารจัดการ 4,174 ไร่ ครอบคลุมสำนักงานชลประทานที่ 10, 11 และ 12 ส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานกว่า 7.5 ล้านไร่
เขื่อนทำหน้าที่ทดน้ำเข้าคลองสายหลัก 5 สาย ได้แก่ แม่น้ำน้อย แม่น้ำท่าจีน คลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง คลองชัยนาท-ป่าสัก และคลองชัยนาท-อยุธยา เพื่อการเกษตร ประปา ผลักดันน้ำเค็ม บรรเทาอุทกภัย และผลิตไฟฟ้า แต่ด้วยอายุการใช้งานที่ยาวนาน ทำให้อาคารชลประทานชำรุดทรุดโทรม ประสิทธิภาพลดลง ประกอบกับภาวะโลกรวนทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ กัดเซาะตลิ่ง และขาดแคลนบุคลากรและเทคโนโลยี

กรมชลประทานจึงดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมในปี 2568-2569 ระยะเวลา 540 วัน คาดแล้วเสร็จ ส.ค. 2569 เพื่อกำหนดแนวทางปรับปรุงอย่างเป็นระบบ
สำหรับผลการศึกษาเบื้องต้น ได้กำหนดแผนปรับปรุง 8 แผนงานหลัก ได้แก่
1. ปรับปรุงอาคารประกอบหัวงาน ทั้งโครงสร้างคอนกรีต ประตูบานโค้ง อาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน โรงไฟฟ้า อุโมงค์ระบายน้ำ และระบบป้องกันวัชพืช
2. ปรับปรุงตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา 31 แห่ง ตั้งแต่จ.นครสวรรค์-สิงห์บุรี ระยะทาง 51 กม.
3. ปรับปรุงอาคารสำนักงาน ศูนย์เรียนรู้ บ้านพัก และระบบควบคุมบานระบาย

4. พัฒนาพื้นที่ชลประทานใหม่ 2 แห่ง รวม 21,603 ไร่
5. บรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยกำหนดระดับน้ำเหนือเขื่อน +30 ถึง +50 เมตร รทก.
6. บรรเทาอุทกภัย ก่อสร้างประตูรับน้ำหลาก 7 แห่ง ขุดลอกแม่น้ำน้อย 170 กม. แม่น้ำท่าจีน 183 กม. และเตรียมเครื่องสูบน้ำชั่วคราว 9 แห่ง
7. บริหารจัดการปัญหาน้ำเค็ม
8. พัฒนาองค์กรผู้ใช้น้ำ 26 กลุ่ม และถ่ายทอดองค์ความรู้ พัฒนาบุคลากรด้านการบริหารจัดการน้ำ

นายเถลิงกิตต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า น้ำคือรากฐานการพัฒนาประเทศ น้ำต้นทุนของเขื่อนเจ้าพระยามาจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ การปรับปรุงครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญสู่การบริหารจัดการน้ำที่มั่นคง ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง.


.







