
หลังคณะกรรมการข้าราชการตำรวจมีมติเอกฉันท์ 12:0 เลือก พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนที่ 16 รับไม้ต่อจาก “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน นี้ หลายคนจึงอยากรู้จักนายตำรวจหนุ่มที่มีอายุราชการยาวนานถึง 7 ปี ว่าเป็นใครมาจากไหน

สำหรับ พล.ต.อ.สำราญ ชื่อเล่น “ราญ” เป็นเพชรบุรี เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2516 ปัจจุบันอายุ 53 ปี เกษียณอายุราชการปี 2576 จบระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี เป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 34 และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 50โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และยังศึกษาต่อในหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยิ่งไปกว่านั้น ยังผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมระดับหัวกะทิมากมาย ทั้งหลักสูตรสารวัตรที่สามารถสอบได้อันดับที่ 1 หลักสูตร VIP Protection หลักสูตรนเรศวร 261 ไปจนถึงการบินลัดฟ้าไปฝึกฝนยุทธวิธีระดับโลกในหลักสูตรยิงปืน SIG SAUER ACADEMY และหลักสูตรรับมือเหตุกราดยิง (FBI-ALERT Active Shooter Response) จากสหรัฐอเมริกา

ชีวิตราชการของ พล.ต.อ.สำราญ เริ่มต้นรับราชการในตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สน.พระโขนง ในปี 2540 ก่อนจะขยับเข้าสู่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (191) และติดยศผู้กำกับการที่ สน.ดอนเมือง และ ผกก.สายตรวจ บก.สปพ. จากนั้นผลงานได้ผลักดันให้เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับผู้นำ ทั้งผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (ผบก.สปพ.) ในปี 2561 ขยับขึ้นรองผู้บัญชาการตำรวจนคนบาล และติดยศพล.ต.ท.ในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ในปี 2564 ก่อนจะเลื่อนขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบงานมั่นคงและกิจการพิเศษ ในเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สำราญ ยังได้รับมอบหมายให้หน้าที่ให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ยังเป็นผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า ดูแลความสงบเรียบร้อย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจ.สงขลา

เมื่อกล่าวถึงผลงานสำคัญของ พล.ต.อ.สำราญ คือผู้อยู่เบื้องหลังการทลายเครือข่ายอาชญากรรมใหญ่ๆ ของประเทศมานับไม่ถ้วน ในด้านยาเสพติดเป็นผู้สั่งการสกัดจับลอตใหญ่และยึดทรัพย์สินมหาศาล อาทิ การบุกยึดทรัพย์เครือข่าย “ตั้ม เขาชี” ที่มีเงินหมุนเวียนกว่า 1,200 ล้านบาท การขยายผลร่วมกับ ป.ป.ส. อายัดทรัพย์สินเครือข่ายนายทุนจีน “มินมินอู” รวมมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท และการสกัดกั้นยาบ้ากว่า 4 ล้านเม็ดก่อนส่งลงใต้ให้เครือข่าย “อ้วน เซียงตึง” ตลอดจนคดีดังในอดีตอย่างการจับกุมอดีตนักร้อง “วงเพาเวอร์แพท” และนางเอกสาว “เอมี่” รวมถึงการตามจับแกนนำแก๊งยากูซ่า “ซูมิโยชิ” ที่กบดานในพัทยาได้สำเร็จ

อีกหนึ่งผลงานด้านความมั่นคงที่กำลังเป็นที่จับตา คือการเป็นผู้นำเปิดปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” ทลายเครือข่าย “พ่อทิพย์” ซึ่งเป็นคดีอาชญากรรมขบวนการสวมสิทธิแจ้งเกิดเท็จเพื่อมอบสัญชาติไทยให้กับลูกของกลุ่มทุนจีนสีเทา โดยขบวนการนี้ใช้วิธีการจ้างวานชายสัญชาติไทยให้มาเซ็นชื่อรับรองเป็นบิดาในสูติบัตร เพื่อให้เด็กต่างด้าวได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ล่าสุดจากความร้ายแรงและผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ปัจจุบันหน่วยงานความมั่นคงกำลังเร่งขยายผลเส้นทางการเงินและผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด พร้อมเตรียมยกระดับคดีนี้ขึ้นเป็น “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” เพื่อจัดการขั้นเด็ดขาด

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สำราญ ยังเป็นคีย์แมนคนสำคัญในการเปิดปฏิบัติการเช็กบิลกลุ่มทุนเทานอมินีต่างด้าวผิดกฎหมายในเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั้งสมุย-พะงัน ภูเก็ตและชลบุรี จนสามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งชาวไทยและต่างชาติ หลายร้อยราย ยึดคืนที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มูลค่านับหมื่นล้านบาท

ส่วนในมิติการบริหาร พล.ต.อ.สำราญ ได้สร้างชื่อตั้งแต่สมัยเป็น ผกก.สน.ดอนเมือง ด้วยการพาสถานีคว้ารางวัลโรงพักดีเด่นอันดับ 2 และเมื่อขึ้นเป็น ผบช.น. กองบัญชาการตำรวจนครบาลก็เป็นหน่วยงานเดียวของ ตร. ที่ได้คะแนนประเมินความโปร่งใส (ITA) ในระดับ “ผ่านดีเยี่ยม” และยังให้ความสำคัญกับสวัสดิการของลูกน้อง โดยผลักดันการจัดหาเสื้อเกราะกันกระสุนกว่า 14,000 ตัว พร้อมจัดซื้ออุปกรณ์สืบสวนล้ำสมัย เช่น โดรนตรวจจับความร้อนและกล้องมองกลางคืน มูลค่ากว่า 49 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้ปฏิบัติงาน

ฉะนั้นถึงแม้อาวุโสจะน้อยกว่า 2 รายแรก แต่จากประวัติการศึกษา ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และผลงานด้านการปราบปรามอาชญากรรม การบริหาร และการพัฒนาศักยภาพองค์กรตำรวจ ทำให้ พล.ต.อ.สำราญ ได้รับเลือกให้ก้าวขึ้นมาเป็นแม่ทัพสีกากีในที่สุด







