[date_time]
69.01.26-Thairemark02_CRE
OIC_001
data-no-lazy="1"
69.01.26-Thairemark02_CRE
OIC_001

“เซ็นทรัลพัฒนา”กางแผนธุรกิจลุยเปิดมาสเตอร์แพลนอาณาจักรเมกาบาง ปั้น”เมกาซิตี้” 7 หมื่นล้านยึดค้าปลีกบางนา-อีอีซี

กรุงเทพฯ – ศูนย์การค้าเมกาบางนา โดยการร่วมทุนของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และ อิคาโน เซ็นเตอร์ ประกาศเดินหน้าขยายศูนย์การค้าเมกาบางนาครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 14 ปี ด้วยงบลงทุน 6,000 ล้านบาท สร้าง ‘A Nature-led, Experience-led Destination’ สำหรับทุกคนในครอบครัว โดยโครงการส่วนต่อขยายจะเพิ่มพื้นที่โครงการรวม (GBA) อีก 170,000 ตร.ม. ประกอบด้วย ศูนย์การค้า และที่จอดรถเพิ่มเติม 1,750 คัน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2571 ซึ่งจะส่งผลให้ศูนย์การค้าเมกาบางนา มีพื้นที่โครงการรวม 800,000 ตร.ม. นับเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของ “แผนพัฒนามิกซ์ยูสมาสเตอร์แพลนในระยะยาว” จากการร่วมทุนของ 2 บริษัท ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 325 ไร่ โดยในอนาคต จะมีพื้นที่โครงการรวม (GBA) กว่า 1.3 ล้าน ตร.ม. และคาดว่าเมื่อแล้วเสร็จจะมีมูลค่าโครงการรวม 70,000 ล้านบาท

การขยายโครงการครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาวของประเทศไทยและกรุงเทพฯ ตะวันออก โดยเฉพาะ “บางนา” ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านที่มีการเติบโตและการขยายตัวของเมืองมากที่สุดในกรุงเทพมหานคร และถือเป็นหมุดหมายสำคัญเพื่อต่อยอดความสำเร็จตลอด 14 ปีที่ผ่านมา ด้วยจำนวนผู้ใช้บริการสะสมมากกว่า 670 ล้านคน ทราฟฟิกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และอัตราการเช่าพื้นที่เต็ม 100% 

ภายในงานแถลงข่าว ได้รับเกียรติจาก นายอาร์โนด์ เบเกอร์ Director of Market Strategy and Real Estate Development บริษัท อิคาโน เซ็นเตอร์, นายภูมิ จิราธิวัฒน์ Head of Hotels and Alternative investments บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และนายมาริส อโบลตินส์ กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเมกาบางนา และเมกาซิตี้ ร่วมขึ้นเวทีเพื่อประกาศวิสัยทัศน์และเผยรายละเอียดโครงการ

นายเอเดรียน มิเรีย Ikano Centres, Part of Ikano Retail กล่าวว่า “ตั้งแต่ 14 ปีที่แล้ว เรามองเห็นศักยภาพการเติบโตของประเทศไทย และมองเห็นโอกาสของย่านบางนาในฐานะทำเลยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Ikano Group ในการสร้างโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีกว่าให้กับผู้คน เราเชื่อว่าทำเลแห่งนี้มีศักยภาพมากกว่าการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านรีเทล แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนเลือกใช้ Quality time ร่วมกันกับครอบครัวและเพื่อน และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของทุกคน  โดยตั้งแต่เปิดให้บริการ เมกาบางนาได้ต้อนรับผู้ใช้บริการมากกว่า 670 ล้านครั้ง รวมถึงสร้างสถิติผู้เข้าใช้บริการสูงสุดมากถึง 60 ล้านครั้งในปี 2568 พร้อมรักษาอัตราการเช่าพื้นที่เต็ม 100% มาอย่างต่อเนื่อง ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของ IKEA สาขาแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเติบโตสู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านรีเทลและไลฟ์สไตล์ชั้นนำของอาเซียน สิ่งที่เราภาคภูมิใจที่สุดไม่ใช่เพียงแค่ขนาดของโครงการหรือผลการดำเนินงาน แต่คือความสัมพันธ์และความผูกพันที่เราได้สร้างร่วมกับลูกค้าตลอด 14 ปีที่ผ่านมา”

นายภูมิ จิราธิวัฒน์ Head of Hotels and Alternative investments บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การขยายพื้นที่ศูนย์การค้าเมกาบางนาในวันนี้ ถือเป็น Milestone ที่สำคัญสะท้อนวิสัยทัศน์ A Future-Led Ecosystem ของเซ็นทรัลพัฒนา โดยตลอด 14 ปีที่ผ่านมา เมกาบางนาเฟสแรกได้สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และวันนี้การพัฒนาในเฟสที่สอง จะเป็นมากกว่าการขยายพื้นที่ศูนย์การค้า โดยจะเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์มูลค่า 6,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองในอนาคต และเป็นจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิต ธุรกิจ และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกัน

โดยในอนาคต เมกาบางนาจะได้รับการพัฒนาภายใต้แผนมิกซ์ยูสมาสเตอร์แพลนระยะยาว บนพื้นที่กว่า 325 ไร่ และเมื่อพัฒนาแล้วเสร็จจะมีพื้นที่โครงการรวม (GBA) กว่า 1.3 ล้าน ตร.ม. คาดว่ามูลค่าโครงการรวม 70,000 ล้านบาท โดยจะมีการพัฒนาองค์ประกอบอื่นๆ อีกในอนาคต อาทิ อาคารสำนักงาน โรงแรม ที่พักอาศัย ที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งของโครงการ ภายใต้วิสัยทัศน์เมกาซิตี้ ที่มีเป้าหมายก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของกรุงเทพฯ ตะวันออก และเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตที่สำคัญของประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การเติบโตของเมืองอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน”

นายภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า  “การลงทุน 6,000 ล้านบาทในครั้งนี้ มีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2571 เพื่อต่อยอดเมกาบางนาสู่เดสติเนชันแห่งใหม่ที่ผสานพื้นที่รีเทล พื้นที่สาธารณะ การบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยโครงการส่วนต่อขยายจะเพิ่มพื้นที่โครงการรวม (GBA) อีก 170,000 ตร.ม. ซึ่งรวมถึงการเพิ่มพื้นที่จอดรถอีก 1,750 คัน ส่งผลให้เมกาบางนา เป็นหนึ่งในศูนย์การค้าที่มีพื้นที่จอดรถมากที่สุดในกรุงเทพฯ และจะมีพื้นที่โครงการรวมกว่า 800,000 ตร.ม. หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของแผนการพัฒนามิกซ์ยูสในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ย่านบางนายังคงเป็นหนึ่งในพื้นที่เติบโตเร็วที่สุดของกรุงเทพฯ ทั้งจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่กำลังซื้อสูง (Modern Affluent Family) และความต้องการด้านไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคในปัจจุบันมองหาประสบการณ์ที่มากกว่าการช้อปปิ้ง ทั้งด้านการใช้ชีวิต การพักผ่อน และการสร้างคอมมูนิตี้ร่วมกัน ซึ่งการขยายโครงการครั้งนี้ได้รับการออกแบบขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปและรองรับการเติบโตของเมกาบางนาในอนาคต” นายภูมิ กล่าว

นายมาริส อโบลตินส์ กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเมกาบางนา และเมกาซิตี้ กล่าวว่า “เมกาบางนาเชื่อว่าอนาคตของธุรกิจรีเทลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจับจ่ายใช้สอยอีกต่อไป เพราะปัจจุบัน ผู้คนให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาวะที่ดี สร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย และเติมเต็มการใช้ชีวิตในทุกวัน เราจึงพัฒนาเมกาบางนาให้เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับคนทุกเจเนอเรชัน ภายใต้วิสัยทัศน์ ของโครงการ

‘A Destination for a More Thoughtful Everyday’ ที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่รีเทล แต่เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้คนได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกันมากขึ้น มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายยิ่งขึ้นในชีวิตประจำวัน ตอกย้ำบทบาทของเมกาบางนาในฐานะ ‘Your Everyday Meeting Place’ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก” นายมาริส กล่าว

A Destination for a More Thoughtful Everyday

การขยายโครงการครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งบทสำคัญของการพัฒนาเมกาบางนา เพื่อตอบรับความต้องการและรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป โดยผสานประสบการณ์ด้านรีเทล ร้านอาหาร เวลเนส และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชัน โดยเป้าหมายของเราไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มพื้นที่รีเทลเพียงอย่างเดียว แต่คือการพัฒนาเมกาบางนาให้เป็นเดสติเนชันที่ยังคงมีความหมายต่อผู้คนในทุกเจนเนอเรชัน และยังคงตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนในอนาคตข้างหน้า

ดีไซน์เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์แห่งอนาคต

การขยายพื้นที่ศูนย์การค้าในครั้งนี้ ต่อยอดจากอินไซต์ของคนยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะที่ดี การมีเวลาคุณภาพร่วมกันในคอมมูนิตี้ โดยต่อยอดความสำเร็จของ MEGA PARK สู่ผ่านการพัฒนาพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ส่วนกลางรูปแบบใหม่สำหรับทุกคนในครอบครัว สำหรับการออกแบบส่วนต่อขยายครั้งนี้ ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมสไตล์นอร์ดิก (Nordic Design) ที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติ ความโปร่งสบาย และประสบการณ์ที่ออกแบบโดยมีผู้คนเป็นศูนย์กลาง แนวคิดดังกล่าวสะท้อนปรัชญา Meeting Place ของ Ikano Centres ในการเชื่อมโยงพื้นที่รีเทล คอมมูนิตี้ และการใช้ชีวิตประจำวันเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย โดย    เมกาบางนา จะพัฒนาแลนด์มาร์กใหม่ ได้แก่ MEGA SKYLINE พื้นที่สีเขียวและคอมมูนิตี้สเปซ ขนาดกว่า7 ไร่ พร้อมพื้นที่กิจกรรม การออกกำลังกาย และไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟกว่า 3,000 ตร.ม. รวมถึง MEGA LOFT เดสติเนชันด้านอาหารและการพบปะสังสรรค์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ตะวันออก บนพื้นที่กว่า 2,000 ตร.ม.

เมื่อส่วนต่อขยายแล้วเสร็จ เมกาบางนาจะมีแบรนด์ชั้นนำรวมกว่า 1,200 แบรนด์ มากที่สุดในกรุงเทพฯ ตะวันออก เพิ่มขึ้นจาก 900 แบรนด์ในปัจจุบัน โดยจะเป็นทั้งแบรนด์ใหม่กว่า 250 แบรนด์ที่เข้ามาเปิดให้บริการในกรุงเทพฯ ตะวันออกเป็นครั้งแรก รวมถึง Accessible Luxury อีกมากกว่า 20 แบรนด์ ผสานกับการยกระดับประสบการณ์ด้านรีเทล ร้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ และการเชื่อมต่อพื้นที่ส่วนต่อขยายเข้ากับศูนย์การค้าเดิมอย่างไร้รอยต่อ เพื่อสร้าง Experience-led เดสติเนชันที่เติบโตไปพร้อมกับคนทุกเจเนอเรชันในอนาคต

การเติบโตของกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ (Modern Families)

การขยายศูนย์การค้าเมกาบางนาในครั้งนี้ ได้รับแรงขับเคลื่อนจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องของย่านบางนา และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยกลุ่มครอบครัวยังคงเป็นฐานลูกค้าหลักและเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดของเมกาบางนา ปัจจุบันกลุ่ม Modern Family และ Modern Affluent Family ให้ความสำคัญกับสุขภาวะที่ดี การใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน การมีคอมมูนิตี้ และมีประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์มากขึ้น ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้ กำลังผลักดันให้เกิดความต้องการรูปแบบใหม่ของประสบการณ์ด้านรีเทล ร้านอาหาร เวลเนส และพื้นที่คอมมูนิตี้

บางนา: ย่านเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเติบโตของกรุงเทพฯ

“บางนา” เป็นหนึ่งในย่านที่มีการเติบโตโดดเด่นที่สุดของกรุงเทพฯ ด้วยโครงสร้างประชากรที่แข็งแกร่ง กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน บางนามีประชากรมากกว่า 3 ล้านคน และมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงเป็นอันดับ 2 ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ประมาณ 91,000 บาทต่อเดือน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตในระยะยาว นอกจากนี้ ด้วยทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำให้บางนามีความพร้อมในการรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการขยายตัวของเมืองในอนาคต

‘‘เมกาบางนา’ จุดหมายปลายทางของการใช้ชีวิตในทุกวัน

จุดแข็งของเมกาบางนา คือการมี Ecosystem ธุรกิจรีเทลแข็งแกร่งยาวนานกว่า 14 ปี ปัจจุบัน เมกาบางนา มีแบรนด์ดังและร้านค้าชั้นนำกว่า 900 ร้านค้า แบ่งเป็นกลุ่มร้านอาหาร 176 ร้าน และร้านค้าปลีก 730 ร้าน โดยมีผู้เช่าหลัก ได้แก่ IKEA แห่งแรกในประเทศไทย, เซ็นทรัล ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์, โฮมโปร, บิ๊กซี และเมกา ซีนีเพล็กซ์ ที่มีบทบาทสำคัญในการดึงดูดทราฟฟิกและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ โดยมีแบรนด์ระดับโลกที่เสริมความแข็งแกร่งอย่าง Zara, Uniqlo, Muji, H&M, Pull&Bear, lululemon, Sephora, Tudor, TAG Heuer และ Victoria’s Secret.

เมกาบางนา ได้ต้อนรับผู้ใช้บริการกว่า 165,000 คนต่อวัน โดยลูกค้าจะกลับมาใช้บริการเฉลี่ย 4-5 ครั้งต่อเดือน รวมถึงมีฐานลูกค้าที่เป็นสมาชิก Mega Smile Rewards แข็งแกร่งกว่า 450,000 ราย และจัดงานอีเวนต์มากกว่า 160 งานต่อปี โดยเมกาบางนา ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งการใช้ชีวิตของผู้คนหลายล้านคนในทุกวัน

จากผลสำรวจ  Retail Customer Research 2024 ศูนย์การค้าเมกาบางนาได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ของศูนย์การค้าที่ลูกค้าแนะนำมากที่สุด และยังครองตำแหน่งจุดหมายปลายทางด้านการช้อปปิ้งที่อยู่ในใจของผู้บริโภค ด้วยการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) สูงถึง 95% และความพึงพอใจของลูกค้าในระดับ 100%

ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อเมกาบางนามาอย่างยาวนาน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งของศูนย์การค้าเมกาบางนา ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจรีเทลและไลฟ์สไตล์เดสติเนชั่นชั้นนำของไทย จากการผนึกกำลังครั้งสำคัญ ระหว่าง Ikano Centres และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ทำให้เมกาบางนา เดินหน้าพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่บทบาทของการเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่ผสานการช้อปปิ้ง ไลฟ์สไตล์ เวลเนส รวมถึงการเป็นพื้นที่ของทุกคอมมูนิตี้ ที่เชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

.

© 2021 thairemark.com