
พัทลุง – มูลนิธิเทพเกษตรบางแก้ว อำเภอบางแก้วจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 103 ปี “ศาลเจ้าเทพเจ้าเสินหนง” อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อสืบสานมรดกภูมิปัญญาด้านการเกษตรและการแพทย์แผนโบราณ พร้อมตอกย้ำบทบาทการเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพัทลุงและประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงมากว่าหนึ่งศตวรรษ


ภายในงานได้รับเกียรติจากได้รับเกียรติ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธานในพิธี โดยมีนายสิทธิชัย ลาภานุพัฒนกุล ประธานมูลนิธิเทพเกษตรบางแก้ว พร้อมคณะกรรมการมูลนิธิ และแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความศรัทธาและความอบอุ่นของชุมชน


คณะกรรมการมูลนิธิเทพเกษตรบางแก้ว นำโดยนายสิทธิชัย ลาภานุพัฒนกุล ประธานมูลนิธิ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วย นายจรูญ ชินโสภณทรัพย์ นายรังสรรค์ รณรงค์เสนีย์ ดร.วันเฉลิม จันทรากุล นางดารัตน์ พงษ์ธนานิกร นายสุชาติ เลิศวิชชบูรณ์ นางนิทัศนีย์ จงจิตรตระกูล นายประสิทธิ์ ขุนทอง นายวิโรจน์ ฐานานุกรม นายมานพ ลาภานุพัฒนกุล นายล่องหิ้น ทิพย์แก้ว นายเฉลิม ช่วงวงวัน นายวีระศักดิ์ พงษ์พิศาล นายสิทธิชัย ชินโสภณทรัพย์ นางกาญจน์แก้ว วัชรประดิษฐ์ นางเตือนใจ เอื้องละพันธ์ นายธานัท จิรฐิตากา นางสุวพร บรรณประเสริฐ นางมาลี แก้วชูติ นายพุทธา มากหลาย นายสถาปน์ เชื้อสถาปนศิริ นายสุรินทร์ วงค์สุรารักษ์ และนายสมพงษ์ จิตรวรจินดา ในตำแหน่งรองประธานมูลนิธิ


นอกจากนี้ ยังมีนางอุทัย เนตทิม เลขานุการ นางเพ็ญนี เมธาพานิช และนางนงคราญ ตาแก้ว ผู้ช่วยเลขานุการ นายประสงค์ หลักเมือง เหรัญญิก นายศิริวิช ทองราช ผู้ช่วยเหรัญญิก นายชูศักดิ์ ชัยชูติมา นายทะเบียน นางอารีย์ แซ่ว่อง ผู้ช่วยนายทะเบียน นางโสตดี หนูฤทธิ์ ปฏิคม นางอุไรวรรณ ชินธรรม ผู้ช่วยปฏิคม นางสาวเครือทิพย์ มุสิกะสงค์ หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบ นางเฉลียว ชินโสภณทรัพย์ ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายตรวจสอบ นายไพโรจน์ ช่วยทอง และนายประเสริฐ พละกุล ผู้ดูแลทรัพย์สินและพื้นที่ รวมถึงนายวีรชัย พงษ์ขจร ผู้ดูแลมูลนิธิ ร่วมให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง


ศาลเจ้าเทพเจ้าเสินหนง หรือมูลนิธิเทพเกษตรบางแก้ว เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพัทลุงให้ความเคารพนับถือมาอย่างยาวนาน โดยมีความเชื่อว่า “เทพเจ้าเสินหนง” เป็นเทพแห่งการเกษตร สมุนไพร และการรักษาโรค ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่


กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยพิธีสักการะเทพเจ้า การแสดงศิลปวัฒนธรรมจีน การออกร้านจำหน่ายอาหารและสินค้าชุมชน ตลอดจนนิทรรศการประวัติศาสตร์ของศาลเจ้า รวมถึงการจัดแสดงองค์ความรู้ด้านสมุนไพรและภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านที่สืบทอดจากบรรพบุรุษสู่คนรุ่นใหม่ โดยมีประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาจากหลายพื้นที่เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก


เชื่อมมิติเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวชุมชน
ศาลเจ้าเทพเจ้าเสินหนงถือเป็นหนึ่งในทุนทางวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัดพัทลุง ที่มีศักยภาพต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสุขภาพ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านสมุนไพร การแพทย์พื้นบ้าน และวิถีเกษตรดั้งเดิม เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน


การจัดงานประเพณีในลักษณะดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางการส่งเสริม Soft Power ของประเทศไทย ที่มุ่งยกระดับทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค


การดำรงอยู่ของศาลเจ้าเทพเจ้าเสินหนงตลอดระยะเวลากว่า 103 ปี สะท้อนให้เห็นถึงพลังของชุมชนในการรักษารากเหง้าทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคใหม่


ความท้าทายในระยะต่อไป คือ การนำมรดกทางวัฒนธรรมและองค์ความรู้ดั้งเดิมมาพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ผ่านการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ การเรียนรู้ด้านสมุนไพร และการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจชุมชน เพื่อให้ศาลเจ้าแห่งนี้ไม่เพียงเป็นศูนย์รวมศรัทธา แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน




ย้อนรอยประวัติศาสตร์: เปิดตำนานชุมชนจีนบางแก้ว จากคลื่นอพยพสู่รากฐานความเจริญของพัทลุง
ท่ามกลางเรื่องราวการอพยพครั้งสำคัญของชาวจีนโพ้นทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “ชุมชนจีนบางแก้ว” ในอำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า ที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่น อุตสาหะ และพลังแห่งการสร้างสรรค์ของผู้คนที่เดินทางข้ามทะเลเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่


จุดเริ่มต้นของชุมชนแห่งนี้ย้อนกลับไปในช่วงปลายราชวงศ์ชิง ราวปี พ.ศ. 2454 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่ประเทศจีนเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งความผันผวนทางการเมือง สงคราม และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ส่งผลให้ชาวจีนจำนวนมากตัดสินใจอพยพออกจากมาตุภูมิ มุ่งหน้าสู่ดินแดนแห่งโอกาสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงภาคใต้ของประเทศไทย


หนึ่งในบุคคลสำคัญของการบุกเบิกชุมชนจีนบางแก้ว คือ “นายเฉิน ป้อเฉิน” หรือที่รู้จักในนาม “นายปักจิน” ข้าราชการและแพทย์ชาวจีนผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ซึ่งได้ร่วมกับชาวจีนในพื้นที่ก่อตั้ง “บริษัทปากพล” หรือ “ไป่เป็นกงซือ” เมื่อปี พ.ศ. 2471 เพื่อพัฒนาพื้นที่ด้านการเกษตร ทั้งการทำนาและการปลูกยางพารา จนทำให้อำเภอบางแก้วกลายเป็นชุมชนชาวจีนที่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจแห่งหนึ่งของภาคใต้

นอกจากการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจแล้ว ชาวจีนบางแก้วยังยึดมั่นในความศรัทธาและวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยในปี พ.ศ. 2466 ชาวจีนในพื้นที่ภายใต้การนำของนายปักจิน ได้ร่วมกันอัญเชิญรูปจำลอง “เทพเจ้าเสินหนง” เทพแห่งเกษตรกรรมและพืชพรรณ มาประดิษฐาน ณ บริเวณควนโหนด อำเภอบางแก้ว เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจและสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตวิญญาณของชุมชน


ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 คณะกรรมการชาวจีนได้ร่วมกันจัดสร้าง “ศาลเจ้าเทพเกษตร” ขึ้นอย่างถาวรบนพื้นที่กว่า 5 ไร่ เพื่อประดิษฐานองค์เทพเจ้าเสินหนงอย่างสมพระเกียรติ และสืบสานประเพณีความเชื่อให้คงอยู่คู่ชุมชนมาจนถึงปัจจุบัน
ภูมิปัญญาของชาวจีนบางแก้วยังสะท้อนผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของสังคมเกษตรกรรม โดยในปี พ.ศ. 2474 ได้มีการก่อสร้าง “ฝายน้ำจีนโบราณ” เพื่อใช้ในการทำนา ด้วยเทคนิคการก่อสร้างแบบดั้งเดิมที่ใช้การปักเสาไม้กลางลำน้ำ และสานไม้ไผ่เป็นตะแกรงกั้นน้ำ ช่วยให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาภาคเกษตรในพื้นที่


เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวและบางแก้วก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าข้าวที่สำคัญ ผู้นำชุมชนได้แสดงวิสัยทัศน์อันก้าวไกลด้วยการจัดทำ “ผังเมืองบางแก้ว” ในปี พ.ศ. 2479 กำหนดแนวถนนสายหลัก ซอย และพื้นที่ใช้สอยต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ทั้งตลาด ร้านค้า โรงเรียน และสาธารณูปโภคที่จำเป็น ส่งผลให้บางแก้วเติบโตอย่างมีระเบียบและพร้อมรองรับการขยายตัวในอนาคต


เรื่องราวของชุมชนจีนบางแก้วจึงมิได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ของการอพยพ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของความมุ่งมั่นในการสร้างชีวิตใหม่ การผสมผสานวัฒนธรรม และการวางรากฐานทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตวิญญาณ ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนความเจริญของอำเภอบางแก้วและจังหวัดพัทลุงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน



กว่าศตวรรษที่ผ่านมา ชุมชนแห่งนี้ยังคงรักษาอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความทรงจำของบรรพชนไว้อย่างงดงาม กลายเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของ พัทลุง ที่ควรค่าแก่การศึกษา เรียนรู้และส่งต่อสู่รุ่นต่อไป


.







