[date_time]
69.01.26-Thairemark02_CRE
OIC_001
data-no-lazy="1"
69.01.26-Thairemark02_CRE
OIC_001

สมาพันธ์ปศุสัตว์ฯ ผนึกพันธมิตร 4 สมาคม แจงเหตุผลต้องนำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯ ช่วยลดต้นทุน

สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ผนึกพันธมิตร 4 สมาคมด้านปศุสัตว์ แจงเหตุผลต้องนำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯ ช่วยลดต้นทุนภาคปศุสัตว์ ลด PM2.5 ย้ำไม่กระทบเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในประเทศ ส่วนประเด็น GMO มีมาตรฐานใช้ทั่วโลกกว่า 30 ปี ไม่กระทบสุขภาพ 

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย พร้อมพันธมิตร 4 สมาคมในภาคอุตสาหกรรมปศุสัตว์และประมง ร่วมแถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะ โดยมีนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และเลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย พร้อมด้วย นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรีและเขต 7 นายสมบูรณ์ วัชรพงษ์พันธ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ 

นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เป็นผู้แทนร่วมกันชี้แจง    โดยมี นายประเสริฐ อนุชิราชีวะ นายกสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง นายสมศักดิ์ สุดเสงี่ยม เลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนายพลณพัทธ์ วิรุฒอรรคพันษ์ อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่พันธุ์ เข้าร่วมพร้อมกัน

นายพรศิลป์ กล่าวว่า การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกามีความจำเป็นด้วยเหตุผล 2 ประการ    1.เพื่อบรรเทาผลกระทบภาษีของสหรัฐ แม้ปัจจุบันศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลก แต่ยังเป็นภัยคุกคามอยู่เนื่องจากสหรัฐใช้อำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% และเก็บสูงสุดได้ถึง 15% ไทยจึงมีความจำเป็นต้องเจรจาเปิดตลาดกับสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง 2.ภาคปศุสัตว์ต้องพึ่งพาการนำเข้า โดยปัจจุบันไทยมีความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 9 ล้านตัน ผลผลิตในประเทศมีเพียง 5 ล้านตัน ขาดแคลน 4 ล้านตัน มีการนำเข้าประมาณ 3.2 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน 1.5 ล้านตัน และข้าวสาลี 1.7 ล้านตัน และยังขาดแคลนอีกประมาณ 0.8 ล้านตัน

รัฐบาลมุ่งเน้นปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดไทย นอกจากประกาศดูแลราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ ยังกำหนดให้ผู้นำเข้าข้าวโพดสหรัฐจะต้องซื้อข้าวโพดในประเทศในสัดส่วน 3 : 1 ก่อนการนำเข้า ซึ่งเป็นมาตรการเดียวกับข้าวสาลี ทำให้ปริมาณที่เปิดให้นำเข้าข้าวโพดสหรัฐ 1 ล้านตันนี้ไม่ได้มาทดแทนข้าวโพดไทย แต่เป็นจำนวนที่จะทดแทนข้าวสาลีที่นำเข้ามาอยู่แล้ว 1.7 ล้านตัน ส่วนปริมาณที่ยังขาดแคลน 0.8 ล้านตันยังคงอยู่เช่นเดิม 

ปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยพุ่งสูงทะลุ 13 บาท/กก. สูงที่สุดในโลก ส่วนหนึ่งจากมาตรการควบคุมการนำเข้าของรัฐที่เข้มงวดขึ้นทุกปี การนำเข้าข้าวโพดในกรอบ AFTA ลดลงกว่าครึ่งจากมาตรการนำเข้าปลอดการเผา ผนวกกับภัยแล้งฝนมาล่าช้าทำให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวโพดล่าช้าตามไปด้วย ทำให้ข้าวโพดไทยมีราคาสวนทางกับราคาขายเนื้อสัตว์ที่ปรับลดลง ภาครัฐจึงจำเป็นต้องทบทวนมาตรการนำเข้าให้เกิดความเป็นธรรมต่อภาคปศุสัตว์ด้วย 

นายพรศิลป์ กล่าวต่อว่า ในประเด็นการใช้วัตถุดิบกลุ่มคาร์โบไฮเดรตในประเทศมาทดแทนข้าวโพด ทุกวันนี้มีการใช้อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นข้าวเปลือก ปลายข้าว รำข้าว หรือมันสำปะหลัง แต่การจะนำมาใช้ทดแทนทั้งหมดนั้นไม่สามารถทำได้เนื่องจากข้อจำกัดของความต้องการสารอาหารในสัตว์แต่ละชนิดและแต่ละช่วงอายุ ความปลอดภัย ความต้องการของตลาด และข้อด้อยของวัตถุดิบนั้นๆ เช่น ไก่ไข่ต้องการสารสีในข้าวโพดมาช่วยให้สีไข่แดงสวยตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งปลายข้าวและมันสำปะหลังไม่มีสารสี จึงต้องเพิ่มสารสีสังเคราะห์ในสูตรอาหารเป็นการเพิ่มต้นทุน 
  
ปลายข้าว ราคาสูงเพราะต้องแย่งกับตลาดมนุษย์บริโภคทำให้ไม่สามารถเอามาใช้ได้ในสูตรอาหารที่ต้องแข่งขันในเรื่องต้นทุน

มันสำปะหลัง มีค่ากากใยสูง และมีความเสี่ยงที่จะพบเชื้อ Clostridium perfringens ที่อยู่ในดินปะปนมาทำให้สัตว์ที่ได้รับจะติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารและป่วย อีกทั้งหากถ้าใช้มันสำปะหลังในปริมาณที่มากจะมีผลต่อคุณภาพซากสุกรชำแหละ ทำให้มันแข็ง สีขุ่น ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด เป็นต้น และยังพบปัญหาสิ่งสกปรก ดิน ทราย ที่ปนมาทำให้เครื่องจักรในโรงงานอาหารสัตว์เสียหาย เพิ่มค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา  

รำสด  มีไขมันสูงเกิดปัญหาการเหม็นหืนทำให้ความน่ากินของอาหารสัตว์ลดลง สัตว์กินน้อยลง  การเจริญเติบโตช้าลง และมีผลต่อวิตามินในอาหารสัตว์ด้วย อีกทั้งยังมีความชื้นสูงยากต่อการเก็บรักษา
ข้าวเปลือกมีความแข็ง ย่อยยาก ต้องใช้เอนไซม์ช่วยย่อยทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เปลือกที่แข็งทำให้เครื่องจักรเสื่อมสภาพเร็ว
การเลือกใช้วัตถุดิบทดแทนที่มีข้อด้อยนี้ จะต้องเพิ่มการจัดการอย่างอื่น หรือเพิ่มสารเสริมต่างๆ เพื่อให้การเจริญเติบโตและผลผลิตของสัตว์ได้ตรงตามสายพันธุ์  ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต เนื้อ นม ไข่ ต่อไป

อีกด้านหนึ่งทางภาคอุตสาหกรรมยังชี้ให้เห็นว่า ข้าวโพดสหรัฐฯ มีราคาที่สามารถแข่งขันได้ในหลายช่วงเวลา ดังนั้น การนำเข้าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อทั้งอุตสาหกรรมปศุสัตว์และประมง รวมถึงราคาสินค้าโปรตีนของประชาชน นอกจากนี้ การนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐยังช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น PM2.5 และหมอกควันข้ามแดน อีกทั้งตอบโจทย์แนวโน้มการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคาร์บอนต่ำในอนาคต 

ส่วนประเด็นข้อกังวลเรื่องการตัดแต่งพันธุ์กรรม (GMO) สมาพันธ์ฯ ยืนยันว่า พืช GMO ถูกใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ใช้ถั่วเหลือง GMO ในอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์มานานกว่า 30 ปี โดยไม่มีผลกระทบเชิงลบ และไม่กระทบต่อการส่งออก พร้อมกันนี้ยังได้รับการยืนยันจากหน่วยงานวิชาการว่า ความเสี่ยงจากการปนเปื้อนอยู่ในระดับปลอดภัย ส่วนกรณีที่มีการหยิบโยงการนำเข้าถั่วเหลือง GMO เป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลให้พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองในระเทศไทยลดลงไม่เป็นความจริง เพราะมีหลายปัจจัยสำคัญที่ส่งผล อาทิ ทั้งข้อจำกัดด้านสภาพภูมิอากาศ คุณภาพเมล็ดพันธุ์ ประสิทธิภาพการผลิต การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของการเพาะปลูก โดยในประเด็นนี้ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานรัฐที่เชี่ยวชาญในด้านนี้แล้ว

ทั้งนี้ การแถลงข่าวดังกล่าวสะท้อนจุดยืนร่วมของ 21 สมาคมในภาคปศุสัตว์และประมง ประกอบด้วย 1.สมาคมปศุสัตว์ไทย 2.สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ 3.สมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก  4.สมาคมกุ้งไทย 5.สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ 6.สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ 7.สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย 8.สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์  9.สมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ 10.สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย 11.สมาคมผู้เลี้ยงเป็ดเพื่อการค้าและการส่งออก 12.สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย 

13.สมาคมผู้เลี้ยงไก่พันธุ์ 14.สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ 15.สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย 16.สมาคมไทยวากิว 17.สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย 18.สมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรีและเขต 7   19.สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20.สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ และ 21.สมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง  4 ที่ต้องการให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการกำหนดนโยบายด้านอาหารสัตว์และความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว/

© 2021 thairemark.com