
เสียงกี่ทอผ้า ตามชุมชนต่างๆ ของเมืองน่าน ในอดีตเคยเป็นเพียง เสียงที่แสดงถึงช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากงานเกษตรกรรม เป็นงานอดิเรกที่ทอผ้าเพื่อใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในครัวเรือน ลวดลายบนผ้าทอเป็นแบบดั้งเดิมที่สืบทอดต่อๆ กันมา งานฝีมือมีมูลค่าเล็กน้อยจนไร้คนสืบทอด แต่คุณค่าของงานผ้าทอเมืองน่าน ได้โดดเด่นอีกครั้งบนความร่วมสมัยของคนรุ่นใหม่ที่อยากอนุรักษ์ของดั้งเดิม แต่เติมความคิดสร้างสรรค์ต่อยอดสู่รายได้

นายกรกฏ แปงใจ เลขานุการ กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง ต.บ่อสวก อ.เมืองน่าน จ.น่าน หรือรู้จักกันในชื่อ หนานดรีม ที่คลุกคลีและเริ่มทอผ้ามาตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ได้บอกเล่าเรื่องราวการเติบโตของผ้าทอบ้านซาวหลวง ที่แม่ช่างทอในชุมชนรุ่นแรกๆ ได้แกะลายจากปากไหเครื่องปั้นดินเผา มาทอเป็นลายผ้าดั้งเดิม และกรกฎ ได้ออกแบบพัฒนาต่อยอดตีความใหม่ให้ลายผ้าและเฉดสี ที่เน้นให้รูปทรงและลวดลายมีความชัดเจนและทันสมัยมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และก้าวสำคัญของการพัฒนาลายผ้าเกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา

เมื่อกรกฎได้ร่วมมือกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน โดยใช้เทคโนโลยี AI ในการออกแบบลายผ้าที่ยังคงเอกลักษณ์ของลายปากไหดั้งเดิม โดย AI ได้ออกแบบหลายลายผ้า ได้นำมาปรึกษาช่างทอเพื่อพิจารณาและทดลองว่าลายไหนสามารถนำไปขึ้นกี่ผ้าและทอได้จริง จนในที่สุดมีเพียงหนึ่งลาย ที่สามารถทอได้จริงและได้รับการจดสิทธิบัตรให้กับชุมชน ถือเป็นความสำเร็จที่สร้างความภาคภูมิใจให้ทั้งช่างทอรุ่นใหม่และแม่ช่างทอในชุมชนอย่างมาก

และความท้าทายครั้งสำคัญที่ได้ทำให้กลุ่มแม่ช่างทอผ้าบ้านซาวหลวง ได้แสดงฝีมือพร้อมกับเรียนรู้ยกระดับเทคนิคการทอผ้า คือ การรับออเดอร์ทอผ้าคลุมเก้าอี้ในห้องประชุมศูนย์การเรียนรู้นันทสิปปาคาร ซึ่งดีไซเนอร์ออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจาก 7 ชาติพันธุ์ 16 ลาย 51 รูปแบบ ซึ่งดีไซเนอร์ผู้ว่าจ้างตระเวนเดินทางค้นหาหลายกลุ่มทอผ้า แต่ไม่มีกลุ่มไหนรับทำเพราะต้องใช้เทคนิคการทอที่ยากและแตกต่างจากที่ถนัด เมื่อดีไซเนอร์มาทดลองกับกลุ่มบ้านซาวหลวง กลุ่มก็รับโจทย์นี้ไว้ ก่อนที่ดีไซเนอร์จะหายไปนานกว่าหนึ่งปีระหว่างการก่อสร้างอาคาร

โจทย์ยากของงานนี้อยู่ที่การปรับเปลี่ยนทุกอย่างตั้งแต่เส้นด้าย โดยปกติช่างทอจะพุ่งด้ายเพียง 2 เส้น แต่งานนี้ต้องพุ่งถึง 10 เส้นเพื่อให้ผ้ามีความหนาขึ้น แต่ละลายในออเดอร์ 16 ลายใช้เทคนิคที่ต่างกันถึง 5 เทคนิค และมีเทคนิคหนึ่งที่ชุมชนบ้านซาวหลวงไม่เคยทำมาก่อน คือ “เทคนิคการจก” ซึ่งต้องเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้นเหมือนเข้าอนุบาล กรกฎต้องนำแม่ช่างทอที่มีอายุมากมาสอนเทคนิคใหม่ตั้งแต่พื้นฐาน ช่างทอที่ถนัดเทคนิคเดิมก็ให้ทำลายเดิม ส่วนลายใหม่ให้ผู้ที่เรียนเทคนิคใหม่รับผิดชอบการทอ สุดท้ายกลุ่มก็สามารถทำสำเร็จ และผ้าได้ถูกนำไปติดตั้งตกแต่งในอาคาร เป็นความภูมิใจของกลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวงอย่างมาก

สำหรับการผลักดันและยกระดับให้ผ้าทอบ้านซาวหลวง เป็น Soft Power กรกฎมองว่าต้องพัฒนาให้ผ้าทอสู่ผลิตภัณฑ์ พรีเมียม ซึ่งต้องพัฒนาใน 3 ด้านควบคู่กัน ได้แก่ วัสดุ ลวดลาย และโทนสี โดยต้องปรับให้สอดรับกับความต้องการของตลาดในแต่ละยุคสมัย ปัญหาหนึ่งที่พบคือแม่ช่างทอรุ่นเดิมยังคงทอและใช้สีแบบดั้งเดิม จึงต้องเข้าไปแนะนำเรื่องโทนสีและรูปแบบที่ตลาดต้องการ โดยขณะนี้ผ้าทอบ้านซาวหลวง ได้ขยายการทดลองโดยเปลี่ยนจากเส้นฝ้ายมาเป็นเส้นไหม ซึ่งเปิดโอกาสทางตลาดใหม่ ปัจจุบันมีการส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยมีผู้รับซื้อในจีนและพม่า และจะต้องพยายามหาตลาดใหม่ๆ ต่อไป

นอกจากนี้ยังมีแนวทางจับคู่ธุรกิจกับนักออกแบบและผู้ประกอบการ เพื่อให้ผ้าทอของกลุ่มถูกนำไปแปรรูปและตัดเย็บเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เนื่องจากกลุ่มมีความเชี่ยวชาญด้านการทอ แต่ยังขาดความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและตัดเย็บ การจับคู่กับดีไซเนอร์และนักออกแบบจึงเป็นทิศทางสำคัญ

อย่างไรก็ตามเพื่อสืบทอดภูมิปัญญาสู่คนรุ่นใหม่ กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวงได้ร่วมกับโรงเรียนบ้านซาวหลวงพัฒนา สอนหลักสูตรการทอผ้าในโรงเรียนมาแล้ว 4 ปีการศึกษา ทุกวันพฤหัสบดีช่วงบ่าย แม่ครู 2 คนจากกลุ่มจะไปสอนเด็กนักเรียน ซึ่งมีชุมนุมการทอผ้าและชุมนุมดนตรีพื้นเมือง ตั้งแต่ชั้น ป.4 ถึง ป.6 ปัจจุบันมีเด็กที่ทอผ้าได้แล้วเกือบ 10 คน

ซึ่งในปีนี้จะเริ่มสอนเทคนิคที่ยากขึ้น ได้แก่ เทคนิคเกาะล้วงน้ำไหล ซึ่งเป็นเทคนิคประจำจังหวัดน่าน และเทคนิคยกมุก เพื่อให้เด็กพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ทางโรงเรียนยังส่งเสริมให้เด็กออกแบบผลิตภัณฑ์จากผ้าทอด้วยตนเอง เช่น กระเป๋าและสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ พร้อมทั้งให้เด็กทดลองไลฟ์สดขายสินค้า เพื่อให้เห็นว่าผ้าทอสามารถสร้างรายได้ได้จริง

กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวงถือเป็นแหล่งผลิตผ้าทอสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดน่าน เนื่องจากแม่ช่างทอมาทอผ้าทุกวัน ไม่ว่าจะมีออเดอร์หรือไม่ก็ตาม และเปิดรับนักท่องเที่ยวหรือผู้สนใจที่ต้องการเรียนรู้กระบวนการผลิตได้ตลอดเวลา ผ้าทุกชิ้นที่วางจำหน่ายในกลุ่มล้วนผลิตโดยชาวบ้านในชุมชนทั้งหมด ไม่มีการนำสินค้าจากภายนอกมาขาย เพื่อให้รายได้กระจายสู่สมาชิกทุกคนอย่างแท้จริง

สำหรับแผนอนาคต กลุ่มมีความตั้งใจปรับปรุงพื้นที่ห้องสินค้าให้สวยงามและเป็นแหล่งเรียนรู้มาตรฐาน โดยอาศัยรายได้จากการขายสินค้าและค่าเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปของนักท่องเที่ยว ใช้การบริหารจัดการเพื่อให้กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวงเติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นสถานที่สำคัญของจังหวัดน่านต่อไป







