[date_time]
69.01.26-Thairemark02_CRE
OIC_001
data-no-lazy="1"
69.01.26-Thairemark02_CRE
OIC_001

ศ.เอนก ชูบทบาทมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์วิถีไทย บูรณาการทุนวัฒนธรรมยกระดับงานวิจัยสู่สากล

โครงการการพัฒนาหลักสูตรเสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัย ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดการอบรมหลักสูตรเสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ระยะ 2 (The Research Utilizations Program for Social Sciences and Humanities Phase II: RUSH) ระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี โดยมีบุคลากรที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศเข้าร่วมการอบรมกว่า 41 คน

การอบรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในบริบทไทย: จากรากฐานตะวันตกสู่การสร้างสรรค์ทฤษฎีของเราเอง” ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และส่งเสริมการขยายผลให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ดร.เอนก กล่าวว่าการศึกษาวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของไทยในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากองค์ความรู้ของประเทศในโลกตะวันตก ซึ่งช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงสู่ความทันสมัยต้องยอมรับว่าศาสตร์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ดี การยึดถือแนวคิดที่มีตะวันตกเป็นศูนย์กลางก็นำมาซึ่งข้อจำกัดและกับดักทางความคิดหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริบทของสังคมไทยที่มีความเฉพาะตัวสูง

ประการแรก คือกับดักความเป็นสากลและทัศนคติเชิงเปรียบเทียบ เนื่องจากทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ของตะวันตกมักสร้างภาพจำว่าแนวทางของตนเป็น “มาตรฐานสากล” และเป็นหมุดหมายที่โลกทั้งใบต้องเดินตาม ส่งผลให้เกิดอคติในการมองว่าวิถีของตะวันตกคือ “ความก้าวหน้า” และมองวัฒนธรรมอื่นที่แตกต่างออกไปเป็น “ความล้าหลัง” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ศาสตร์ตะวันออกหลายอย่างมีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมและมีความก้าวหน้าในมิติของความเป็นมนุษย์ที่หากใช้เลนส์สายตาของชาวตะวันตกอาจมองไม่เห็น

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ประการที่สอง คือช่องว่างระหว่างทฤษฎีและพฤติกรรมจริงในสังคมไทย กล่าวคือนักวิจัยไทยมักเผชิญกับสภาวะที่ทฤษฎีตะวันตกไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมจริงในสังคมไทยได้ทั้งหมด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือหลักการบริหารระบบราชการของ แม็กซ์ เวเบอร์ (Max Weber) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน หลักการดังกล่าวอธิบายถึงการบริหารงานภาครัฐและองค์กรด้วยความไร้ตัวตน หรือ Impersonalization ที่มุ่งเน้นการปฏิบัติงานตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยปราศจากอคติส่วนตัว ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ หรืออารมณ์ความรู้สึก เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ความโปร่งใส และประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารระบบราชการ แต่บริบทของสังคมไทยให้ความสำคัญกับ “ตัวบุคคล” การศึกษาวิจัยในการขับเคลื่อนและการบริหารงานในสังคมไทยจึงต้องอาศัยความเข้าใจในมิติของสายสัมพันธ์ทางสังคมและความเอาใจใส่ต่อกันระหว่างบุคคลด้วย

ปาฐกถาพิเศษในครั้งนี้ ยังได้มีการนำเสนอแง่มุมใหม่ของ “ระบบอุปถัมภ์เชิงสร้างสรรค์” ที่ประกอบด้วยคุณธรรมและความใส่ใจ โดยมองว่าระบบอุปถัมภ์ต้องไม่เป็นไปเพื่อรักษาสถานะเดิม แต่ต้องส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ผู้บังคับบัญชาควรต้องเอาใจใส่ดูแลความเจริญก้าวหน้าของผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ใช่เพียงการสั่งการตามหน้าที่เท่านั้น ขณะเดียวกัน การยกย่องให้เกียรติผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้ ถือเป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญในการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนในสังคมไทย

ดร.เอนก ได้ยกกรณีศึกษา “ราชูปถัมภ์” ให้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้วัฒนธรรมไทยนำทางศาสตร์สมัยใหม่ กล่าวคือประเทศไทยมีความร่วมมือทางวิชาการกับ เซิร์น (The European Organization for Nuclear Research: CERN) มาอย่างต่อเนื่อง เกิดขึ้นด้วยพระกรุณาธิคุณของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการอุปถัมภ์นักวิทยาศาสตร์ ด้วยทรงมีพระราชดําริและทรงเล็งเห็นว่า หากนักวิทยาศาสตร์ไทยได้มีโอกาสทํางานวิจัยร่วมกับเซิร์น ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคพลังงานสูงชั้นนําระดับโลก ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยเป็นอันมาก นับเป็นการใช้ระบบอุปถัมภ์แบบไทยในการขยายโอกาสให้กับนักวิจัยไทยสามารถเข้าสู่โครงการวิจัยระดับโลกได้อย่างแยบคาย

สำหรับการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัย ดร.เอนก ให้มุมมองว่าสังคมไทยมีจุดแข็งคือความใจกว้างและการให้โอกาสคนทุกระดับโดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือสถานะเดิม สะท้อนจากบุคคลสำคัญในระดับรัฐมนตรี องคมนตรี หรือประธานศาลฎีกา ที่หลายท่านมีภูมิหลังมาจากครอบครัวที่ยากจนและมีความแตกต่างทางวัฒนธรรม งานวิจัยไทยจึงควรขยายขอบเขตจากการศึกษาปัญหาความเหลื่อมล้ำไปสู่การศึกษาการเลื่อนชั้นทางสังคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและโอกาสใหม่ ๆ ให้กับคนในชาติ
ดร.เอนก กล่าวทิ้งท้ายว่า “หัวใจสำคัญของการพัฒนางานวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ยุคใหม่ของไทย คือการก้าวข้ามข้อจำกัดของทฤษฎีตะวันตกที่เน้นความเป็นสากลแบบเชิงเดี่ยว และมุ่งเน้นที่การสร้างสรรค์องค์ความรู้ที่เท่าทันต่อพฤติกรรมและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคมไทย โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อกลไกอุปถัมภ์ที่ประกอบด้วยคุณธรรมและความใส่ใจ ให้กลายเป็น “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่สามารถเกื้อหนุนให้เกิดการก้าวกระโดดทางนวัตกรรมและวิชาการในระดับสากลได้”

© 2021 thairemark.com